สมาคมนักเรียนเก่าราชสีมาวิทยาลัย

คำให้การของพันเอกพระยาฤทธิ์รงค์รณเฉท ทองคำ ไทไชโย
เรื่องความเป็นมาโดยย่อของโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย

พี่น้องทั้งหลาย มีผู้อยากทราบว่าการก่อกำเนิดของโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยทุกวันนี้ ได้วิวัฒนาการมาอย่างไร ข้าพเจ้าได้ตกปากไว้ว่าจะเล่าให้ฟังเท่าที่จำได้โดยย่อ พอหวลระลึกจดจำถึงการเป็นมาแต่หนหลัง แต่ก่อนที่จะเล่าถึงเรื่องราวของโรงเรียนอันเก่าซึ่งเป็นโรงเรียนของรัฐบาลได้จัดตั้งขึ้นเป็นโรงเรียนแรกในภาคอิสาณนี้ ก็อดที่จะแทรกซึมถึงประวัติของตนเองที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาในโรงเรียนนี้ด้วยไม่ได้
บรรพบุรุษของข้าพเจ้าได้ตั้งรกรากเป็นหลักฐานอยู่ในเมืองนี้มาแล้วหลายชั่วคน ตัวข้าพเจ้าเองเกิดที่บ้านริมเขื่อนวัดพระนารายณ์มหาราช ซึ่งขณะนั้นถือว่าเป็นใจกลางของเมืองนครราชสิมา มีบิดาเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย มีนามบรรดาศักดิ์ว่า ขุนพนิจราชทรัพย์
การศึกษาในยุคนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถจะกล่าวได้ว่า ในพระนครหลวงเจริญรุ่งเรืองเพียงใด แต่ในภาคชนบทนั้นพึ่งเพียงจะเริ่มจัดการศึกษามีโรงเรียนขึ้น สถานที่เล่าเรียนชั้นแรกนั้น คือที่โรงธรรมในวัดพระนารายณ์มหาราชเป็นปฐม และไม่ช้านานเท่าใดนักก็ให้ย้ายไปเล่าเรียนกันบนพระวิหารในวัดพระนารายณ์มหาราชเป็นอันดับสอง ข้าพเจ้าเคยสอบถามกับนักเรียนผู้ที่ได้เคยเล่าเรียนในสำนึกศึกษาทั้งสองแห่งนี้ ได้ความว่ามีนักเรียนประมาณ ๒๐ คน และล้วนแต่เป็นผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ถึงกับมีภรรยาแล้วก็มี แต่เป็นชายทั้งสิ้น
ขณะนั้นข้าพเจ้ายังเป็นเด็กมาก ไม่สามารถจะเล่าเรียนกับผู้ใหญ่ได้ บิดาจึงได้นำไปฝากไว้ให้เล่าเรียนกับพระผู้ใหญ่ในวัดพระนารายณ์มหาราชในฐานะเป็นลูกศิษย์วัด แต่ก็เอาอีกแหละ พระภิกษุในสมัยนั้นท่านไม่ค่อยจัดเจนในหนังสือไทย ท่านชำนาญแต่ในทางหนังสือขอม เพราะคัมภีร์ใบลานในสมัยนั้นล้วนแล้วแต่จารึกเป็นตัวหนังสือขอมทั้งสิ้น
ข้าพเจ้าจึงจำต้องศึกษาเล่าเรียนหนังสือขอมกับพระอยู่พักหนึ่ง ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ลืม ถ้าได้ลูบคลำก็พอเข้าใจได้
บิดาข้าพเจ้าเห็นท่าไม่เข้าการ จึงได้ลาเอาตัวกลับมาบ้าน และจ้างครูที่รู้หนังสือไทยมาสอนเป็นส่วนตัว โดยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงอ่านออกเขียนได้โดยอายุยังไม่ทันเต็ม ๗ ขวบดี ซึ่งในสมัยนั้นยอมถือว่าแปลกประหลาดพอดูหาได้ยากเป็นอย่างยิ่ง
จะด้วยเหตุผลประการใด ข้าพเจ้าหาทราบไม่โรงเรียนได้ย้ายจากพระวิหารในวัดพระนารายณ์มหาราช มาตงใหม่ที่บ้านพักข้าหลวงคลังภาค ๓ ตำบลหลักเมืองทุกวันนี้นับอันดับสาม ซึ่งตำบลนี้เดิมเป็นคุกสำหรับคุมขังนักโทษ และให้ย้ายที่คุมขังนักโทษไปสร้างใหม่ที่ตำบลสระดอนท้าวมุมกำแพงเมือง ดังที่ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้
ข้าพเจ้าได้สมัครเข้าเล่าเรียนในโรงเรียนนี้เป็นเบื้องต้น ประมาณว่าจะมีนักเรียนสัก ๕๐ คนเห็นจะได้ แต่เล่าเรียนอยู่ไม่ช้านานเท่าใด ประมาณสัก ๖ เดือนก็ได้มีการย้ายโรงเรียนกันขึ้นอีก ไปตั้งใหม่ที่ในวัดพระนารายณ์มหาราช ด้านตะวันตก หลังตลาดสดทุกวันนี้เป็นอันดับสี่ โรงเรียนนี้สร้างขึ้นด้วยความจงใจ เป็นโรงเรียนถาวรขนาดใหญ่ ๒ ชั้น ทาสีขาวสง่างามมีชื่อว่าโรงเรียนประจำมณฑลนครราชสิมา เป็นโรงเรียนในอุปการะของรัฐบาลโรงเรียนแรกในภาคอิสาณเท่าที่ข้าพเจ้าทราบมา
ดังได้เล่ามาแล้วว่าโรงเรียนมี ๒ ชั้น แต่นักเรียนยังมีน้อย ดังนั้นจึงใช้เล่าเรียนตาชั้นล่าง ส่วนชั้นบนเป็นที่พักของครูบาอาจารย์ ซึ่งล้วนแต่เป็นพระภิกษุทั้งสิ้น ในตอนหลังต่อมาจึงมีคฤหัสถ์เข้าร่วมด้วย ถึงเวลาสอบไล่กรรมการสอบไล่ก็ล้วนแต่พระภิกษุทั้งนั้น เมื่อรถไฟถึงนครราชสิมาเป็นการสะดวกแล้ว เจ้าคณะมณฑลจากกรุงเทพฯ มาเป็นประธานกรรมการสอบเอง ข้าพเจ้าเมื่อเป็นนักเรียนเคยไปตั้งแถวรับเข้าคณะมณฑลที่สถานีรถไฟ
ย้อนไปกล่าวถึงวันย้ายโรงเรียน จำได้ว่าสนุกมาก เพราะมีการช่วยยกขนโต๊ะเก้าอี้เป็นการใหญ่จึงมีเรื่องเฮฮาตามภาษาเด็ก ระลึกได้ว่าวันนั้นเป็นวันโกน ก่อนสงกรานต์เล็กน้อย จึงตรวจสอบปฏิทินดูนับวันได้ว่าตรงกับวันอาทิตย์แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ ปีขาน จัดวาศก จุลศักราช ๑๒๖๔
หรือในทางสุริยะคติ ตรงกับวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๕ หรือ ร.ศ. ๑๒๑ ซึ่งเป็นประเพณี การหยุดราชการหรือโรงเรียนในสมัยนั้น ถือกำหนดว่าวันโกนหยุดครึ่งวัน เท่ากับวันเสาร์ และวันพระหยุดเต็มวัน เท่ากับวันอาทิตย์ในปัจจุบัน
ถัดจากการย้ายโรงเรียนเมื่อวันโกน วันพระก็หยุดอีกทั้งวัน การเล่าเรียนโดยแท้จริงจึงเปิดขึ้นเป็นปฐมสั่งสอนในวันที่ ๘ เมษายนปีเดียวกัน และสอนอยู่อีกไม่กี่วันโรงเรียนก็หยุดประจำปี คือสงกรานต์
ใคร่อยากให้เด็กนักเรียนรุ่นใหม่ๆ ช่วยกันคิดว่าถ้าอยากมีวันเกิดของโรงเรียนกับเขาบ้าง จะเลือกเอาวันไหนดี จะถือเอาวันย้ายโรงเรียนเก่ามาสู่โรงเรียนใหม่ คือวันที่ ๖ เมษายนดี หรือจะถือวันเริ่มสอนเป็นปฐม คือวันที่ ๘ เมษายนดี ก็ขอให้เลือกเอา
ขอเล่าเรื่องการเรียนของโรงเรียนในครั้งกระนั้นต่อ โรงเรียนแบ่งออกเป็น ๔ ชั้น มีตั้งแต่ชั้น ๑ ถึง ชั้น ๔ ไม่มีปฐม-มัธยมอย่างทุกวันนี้ โรงเรียนมีทั้งผู้หญิงผู้ชายเรียนรวมกัน หลักสูตรชั้น ๔ มีสอนการบัญชี การทำแผนที่ วางแผนผัง และการร้องเพลงอ่านโน๊ตก็เป็นวิชาสำคัญเหมือนกัน บางคนเรียนวิชาพิเศษเพิ่มเติม คือลูกคิด
ระเบียบการแต่งกายของนักเรียนในเวลามาเล่าเรียน ตามปรกตินักเรียนจะแต่งกายอย่างไรก็ได้ ถ้าเมื่อมีพิธีรีตองเป็นการงาน นักเรียนจะต้องแต่งกายเป็นแบบเดียวกันตามข้อบังคับของโรงเรียน คือสวมหมวกสับปะรดปีกแข็ง มีผ้าพันหมวกสีดำ กางเกงสั้นมีเข็มกลัดรัดทับถุงเท้าที่ใต้เข่า เสื้อกระดุม ๕ เม็ดคอตั้งปิด เมื่อถึงต้นปีข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนจะต้องมาชุมนุม ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่พระวิหารในวัดพระนารายณ์มหาราช นักเรียนทั้งหมดจะแต่งเครื่องแบบเข้าแถว เป็นส่วนหนึ่งของกองทหารเหล่าต่างๆ ด้วย
ข้าพเจ้าสอบไล่ชั้น ๔ ได้สำเร็จเมื่ออายุ ๑๐ ปีและได้เดินทางไปกรุงเทพฯ อาสาสมัครสอบแข่งขันเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก ตามเทือกเถาเหล่ากอ แต่ไม่สมความตั้งใจ เพราะไว้ผมจุกบนศีรษะตามประเพณีของไทยในสมัยนั้น จึงขัดข้องที่จะสวมหมวกแก๊ปไม่ได้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารแนะนำว่ายังมีเวลาอีกถมไป จึงกลับมาเรียนชั้น ๔ เล่นๆ อีก ๑ ปีรอให้ครบอายุ ๑๑ ปี แล้วจึงทำพิธีโกนจุกนั้น ถือกันเคร่งครัดว่าต้องมีอายุครบ ๑๑ ปีเต็มหนหนึ่ง ๑๑ ปีเต็มหนหนึ่ง ๑๕ ปีเต็มเป็นครั้งสุดท้าย
ในปีต่อมา เมื่อข้าพเจ้าเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยแล้ว ทางราชการยินยอมให้นักเรียนที่มีจุกเป็นนายร้อยได้ โดยเกรงว่าจะตัดอนาคตของเด็กที่มีจุก จึงแต่งเครื่องแบบเต็มที่ เว้นแต่ไม่สวมหมวกอย่างเดียว ในปีต่อมาข้าพเจ้าสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยได้ชั้น ๒ อย่างสบาย เรียนเพียงครึ่งปีก็ได้ขึ้นชั้น ๓ ต่อไป
เมื่อข้าพเจ้าลาออกจากโรงเรียนประจำมณฑลนครราชสิมานั้น มีนักเรียนประมาณ ๓๐๐ เศษ เรื่องราวตอนหลังนี้ ข้าพเจ้าทราบน้อยเต็มที ถ้าผู้ใดต้องการทราบประวัติของโรงเรียนโดยแท้จริง ก็เห็นจะไม่มีผู้ใดรู้ดีไปกว่าเจ้าคุณราชสิมาจารย์ เพราะท่านมาเป็นศึกษาธิการมณฑลเป็นคนแรก และเป็นคนสุดท้าย และบัดนี้ท่านก็วางรากฐานเป็นชาวนครราชสิมาอยู่แล้ว

รายนามนายก, อุปนายก, เลขานุการ

พ.ศ.
นายกสมาคมฯ
อุปนายก
เลขานุการ
2478
พระยากำธรพายัพทิศ
พ.ต.หลวงศรีโยธา
นายดาบเจิม พัฒนไชย
2479
พระยากำธรพายัพทิศ
-
-
2480
นายสุ่น อินทรกำแหง
-
-
2481
2482
2483
2484
2485
หลวงอุบลศักดิ์ประชาบาล
-
-
2486
ร.อ.ขุนสถิตพิทยายุทธ์
หลวงอุบลศักดิ์ประชาบาล
นายแจ้ง กุสุมภ์
2487
ร.อ.ขุนสถิตพิทยายุทธ์
หลวงอุบลศักดิ์ประชาบาล
นายวิศาล ศิวารัตน์
2488
พระยากำธรพายัพทิศ
หลวงอุบลศักดิ์ประชาบาล
นายเกียรติ ศรีพงษ์
2489
พระยากำธรพายัพทิศ
หลวงอุบลศักดิ์ประชาบาล
นายเกียรติ ศรีพงษ์
2490
พระยาราชสิมาจารย์
ร.ท.ขุนอุดมเวชศาสตร์
นายโคตร เจริญธรรม
2491
พระยาราชสิมาจารย์
ร.อ.ขุนสุรจิตจจุรงค์
นายเกียรติ ศรีพงษ์
2492
พระยาราชสิมาจารย์
นายดำรง มัธยมนันท์
นายอรรจน์ สุนทรพงศ์
2493
พระยาราชสิมาจารย์
พ.ต.หลวงสุดกระบวนรบ
นายอรรจน์ สุนทรพงศ์
2494
พระยาราชสิมาจารย์
พ.ต.หลวงสุดกระบวนรบ
นายอรรจน์ สุนทรพงศ์
2495
พ.อ.พระยาฤทธิรงค์รณเฉท
ร.อ.ขุนสถิตพิทยายุทธ
นายอรรจน์ สุนทรพงศ์
2496
พ.อ.พระยาฤทธิรงค์รณเฉท
ร.อ.ขุนสถิตพิทยายุทธ
นายอรรจน์ สุนทรพงศ์
2497
พ.อ.พระยาฤทธิรงค์รณเฉท
ร.อ.ขุนสถิตพิทยายุทธ
นายคณิต พุทธิรัตน์

หมายเหตุ ปี พ.ศ. 2478-2485 อยู่ในคั่นเริ่ม ยังมิได้จดทะเบียนเป็นสมาคมและในปี พ.ศ. 2487 นี้ นายสำเนียง ตีระวณิชเป็นนายกสมาคมโดยตำแหน่ง ร.อ.ขุนสถิตพิทยายุทธเป็นประธานกรรมการ หลวงอุบลศักดิ์ประชาบาลเป็นรองประธานกรรมการ